
ประตูเมืองสงขลา
ซุ้มประตูเมืองไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดเช็คอินถ่ายรูปเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ที่ซ่อนเรื่องราวการสร้างบ้านแปงเมืองที่สำคัญเอาไว้
หากย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ของจังหวัดสงขลา ซุ้มประตูเมืองไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดเช็คอินถ่ายรูปเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ที่ซ่อนเรื่องราวการสร้างบ้านแปงเมืองที่สำคัญเอาไว้ เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อมีการตัดสินใจย้ายศูนย์กลางเมืองสงขลาจากฝั่งแหลมสน (อำเภอสิงหนคร) ข้ามทะเลสาบมายังฝั่งบ่อยาง ซึ่งก็คือที่ตั้งของตัวเมืองสงขลาในปัจจุบัน ในช่วงเวลานั้น พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินภาษีอากรเมืองสงขลาจำนวน 200 ชั่ง ให้แก่พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง ณ สงขลา) ผู้เป็นเจ้าเมือง เพื่อนำไปใช้เป็นทุนในการสร้างกำแพงและป้อมปราการป้องกันเมือง การก่อสร้างนี้ใช้เวลาถึง 10 ปี โดยเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2379 และเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2389 กำแพงเมืองดั้งเดิมนั้นถูกสร้างขึ้นอย่างแข็งแรงด้วยหินภูเขาสอด้วยปูน และมีประตูเมืองล้อมรอบถึง 10 แห่ง เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดคือสถาปัตยกรรมของซุ้มประตูที่ถูกออกแบบให้มีกลิ่นอายศิลปะแบบจีน มีหลังคาโค้งงอนและหอรบอยู่ด้านบน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของสายสัมพันธ์และวัฒนธรรมชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีบทบาทสำคัญในเมืองสงขลายุคนั้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป กำแพงและประตูเมืองดั้งเดิมหลายแห่งได้ชำรุดทรุดโทรมและถูกรื้อถอนไปตามการขยายตัวของเมือง ทางเทศบาลนครสงขลาจึงได้มีแนวคิดที่จะฟื้นฟูสัญลักษณ์แห่งความทรงจำนี้ขึ้นมาใหม่ โดยได้จำลองรูปแบบสถาปัตยกรรมจีนดั้งเดิมมาสร้างเป็น ซุ้มประตูเมืองสีขาว ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณริมหาดสมิหลา เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์กสำคัญในการต้อนรับผู้มาเยือน ปัจจุบัน ซุ้มประตูแห่งนี้ได้ถูกจัดวางภูมิทัศน์ไว้อย่างสวยงามเคียงคู่กับประติมากรรมหนูแมว โดยมีฉากหลังเป็นท้องทะเลและเกาะหนูเกาะแมว กลายเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์อันยาวนานและมนต์เสน่ห์ของการท่องเที่ยวในปัจจุบันที่ใครผ่านไปมาก็ต้องแวะเก็บภาพความประทับใจ
เปิดใน Google Maps